ในการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที (IT Infrastructure) สำหรับองค์กรยุคดิจิทัล คำถามที่ผู้บริหารและผู้อำนวยการฝ่ายไอที ต้องเผชิญมักจะไม่ใช่คำถามที่ว่า "เราควรย้ายระบบขึ้นคลาวด์หรือไม่?" อีกต่อไป แต่เป็นคำถามเชิงกลยุทธ์ที่ว่า "เราควรเลือกใช้สถาปัตยกรรมคลาวด์รูปแบบใด?"
เมื่อค้นหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบ หลายองค์กรมีคำถามว่า private cloud vs public cloud คือ อะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรในเชิงเทคนิคและโครงสร้างต้นทุน และสถาปัตยกรรมแบบใดที่จะมอบผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว การตัดสินใจผิดพลาดในขั้นตอนนี้อาจนำมาซึ่งปัญหา "บิลค่าคลาวด์มหาโหด (Cloud Bill Shock)" หรือความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูลที่ประเมินค่าไม่ได้
THAI DATA CLOUD จะพาคุณไปหาข้อมูล private cloud vs public cloud อย่างละเอียด พร้อมเปรียบเทียบจุดแข็ง จุดอ่อน และชี้ให้เห็นว่าทำไมองค์กรที่กำลังเติบโตจึงเริ่มพิจารณาการทำ Cloud Migration เพื่อย้ายระบบกลับมาสู่การควบคุมที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น
สถาปัตยกรรมคลาวด์แบบสาธารณะ Public Cloud หมาย ถึง อะไร?
เพื่อทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เรามาเริ่มต้นที่รูปแบบที่คนคุ้นเคยกันมากที่สุดกันก่อน คำว่า public cloud หมาย ถึง สภาพแวดล้อมการประมวลผลบนคลาวด์ที่ผู้ให้บริการ (Cloud Provider) เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดูแลรักษาทรัพยากรฮาร์ดแวร์ทั้งหมด (เช่น เซิร์ฟเวอร์และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล) โดยผู้ให้บริการจะแบ่งปันทรัพยากรเหล่านี้ให้กับลูกค้าหลายหมื่นหรือหลายแสนรายใช้งานร่วมกันผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Multi-tenant Architecture)
ลองจินตนาการถึง public cloud ว่าเปรียบเสมือนการ "เช่าอพาร์ตเมนต์" คุณมีห้องส่วนตัวสำหรับพักอาศัย แต่คุณต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกับผู้เช่ารายอื่น ไม่ว่าจะเป็นโถงทางเดิน ลิฟต์ หรือระบบน้ำประปา
ข้อดีของ Public Cloud
เริ่มต้นได้ง่ายและรวดเร็ว องค์กรไม่ต้องลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ล่วงหน้า (Zero CapEx) สามารถสมัครและเริ่มใช้งานได้ภายในไม่กี่นาที
ความยืดหยุ่นสูง (High Scalability) สามารถกดเพิ่มหรือลดทรัพยากร (CPU, RAM) ได้ทันทีตามปริมาณการใช้งานแบบ Pay-as-you-go
ไม่ต้องดูแลฮาร์ดแวร์ ผู้ให้บริการจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการซ่อมบำรุงฮาร์ดแวร์และระบบไฟฟ้าทั้งหมด
ข้อควรระวังของ Public Cloud
ต้นทุนแฝงมหาศาลเมื่อสเกลใหญ่ขึ้น เมื่อทราฟฟิกสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายเรื่องแบนด์วิดท์และการดึงข้อมูลออก (Data Egress Fee) จะพุ่งสูงจนควบคุมงบประมาณรายปีได้ยาก
Noisy Neighbor Effect แม้จะมีการแบ่งทรัพยากรด้วยซอฟต์แวร์ แต่การใช้ฮาร์ดแวร์ร่วมกับผู้อื่น อาจมีบางช่วงเวลาที่ผู้ใช้งานรายอื่นดึงทรัพยากรระบบไปอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อความเร็วแอปพลิเคชันของคุณ
ข้อจำกัดด้านกฎหมาย (Compliance) ข้อมูลของคุณอาจถูกจัดเก็บใน Data Center ต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้การปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) มีความซับซ้อนมากขึ้น
สถาปัตยกรรมคลาวด์แบบส่วนตัว Private Cloud คือ อะไร?
ในทางตรงกันข้าม private cloud คือ สภาพแวดล้อมการประมวลผลบนคลาวด์ที่ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเครือข่ายทั้งหมด "ถูกจัดสรรและอุทิศให้แก่องค์กรของคุณใช้งานเพียงองค์กรเดียวเท่านั้น" (Single-tenant Architecture)
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ private cloud ก็คือการที่คุณสร้างหรือเช่า "บ้านเดี่ยวที่มีรั้วรอบขอบชิด" ทรัพยากรทั้งหมดภายในรั้วบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ หรือที่จอดรถ เป็นสิทธิ์ขาดของคุณแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีใครมาแย่งใช้งาน
ระบบคลาวด์รูปแบบนี้สามารถตั้งอยู่ในศูนย์ข้อมูลขององค์กรเอง (On-Premise) หรือฝากไว้กับผู้ให้บริการ Data Center ในประเทศอย่าง THAI DATA CLOUD ในรูปแบบ Hosted Private Cloud ก็ได้
ข้อดีของ Private Cloud
ความมั่นคงปลอดภัยขั้นสูงสุด (Ultimate Security) เนื่องจากไม่มีการแชร์ฮาร์ดแวร์ โอกาสที่จะถูกแฮกเกอร์โจมตีข้ามมาจากระบบของบริษัทอื่นจึงเป็นศูนย์ ตอบโจทย์ธุรกิจสถาบันการเงิน หรือโรงพยาบาลที่มีข้อมูลความลับระดับสูง
ประสิทธิภาพที่คาดเดาได้ (Predictable Performance) ทรัพยากร CPU และ RAM ทั้งหมดเป็นของคุณ 100% ทำให้แอปพลิเคชันและฐานข้อมูลทำงานได้อย่างลื่นไหลและเสถียรที่สุด โดยไม่มีปัญหาโดนแย่งทรัพยากร
ควบคุมต้นทุนได้อยู่หมัด (Fixed Cost) องค์กรสามารถคำนวณและวางแผนงบประมาณไอทีรายปีได้อย่างแม่นยำ หมดปัญหาค่า Data Egress ที่ผันผวน
สอดคล้องกับอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) สามารถระบุตำแหน่งของศูนย์ข้อมูลได้ชัดเจน การวางระบบในประเทศไทยทำให้สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA อย่างไร้รอยต่อ
ข้อควรระวังของ Private Cloud
การลงทุนเริ่มต้น หากเลือกลงทุนซื้อเครื่องเอง (On-Premise) จะมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ แต่ปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยการเช่าใช้ Hosted Private Cloud แบบรายเดือน
